Tuesday, November 11, 2014

โรคบาดทะยัก (Tetanus) และวิธีการป้องกันบาดทะยัก

บาดทะยัก (Tetanus)
เพื่อนๆรู้หรือป่าวว่าโรคบาดทะยักเป็นโรคติดเชื้อ ที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทและกล้ามเนื้อ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostidium tetani ซึ่งผลิต exotoxin ที่มีพิษต่อเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อเชื้อเข้าไปทางบาดแผล จะทำให้มีการหดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่เป็น บาดทะยัก กล้ามเนื้อขากรรไกรจะเกร็ง ทำให้อ้าปากไม่ได้ โรคนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคขากรรไกรแข็ง (lockjaw) จากนั้นผู้ป่วยจะคอแข็ง หลังแข็ง ต่อไปจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วตัว ทำให้ชักได้นะครับ




วิธีการป้องกันบาดทะยักคือ ให้วัคซีนป้องกันบาดทะยักตั้งแต่เด็ก และเมื่อมีบาดแผลต้องทำแผลให้สะอาดทันทีนะครับเพื่อนๆ โดยการฟอกด้วยสบู่ล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ใส่แผลสด พร้อมทั้งให้ยารักษาการติดเชื้อทันทีครับ

Monday, November 10, 2014

โรคคอตีบ (Diphtheria) โรคที่ติดต่อกันง่ายๆ โดยผ่านการไอ

คอตีบ (Diphtheria)
วันนี้เราจะมาพูดถึงโรคคอตีบ หรือ ดิพทีเรีย เป็นโรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบมีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นในลำคอ ในรายที่รุนแรงจะมีการตีบตันของทางเดินหายใจครับ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าโรคคอตีบ และอาจทำให้ถึงตายได้ นอกจากนี้่จากพิษ (exotoxin) ของเชื้อจะทำให้มีอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ และเส้นประสาทส่วนปลายครับ



พูดถึงอาการโรคคอตีบ คือจะเริ่มจากมีไข้ต่ำ ๆ คล้ายหวัด มีอาการไอเสียงก้อง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ในเด็กโตอาจจะบ่นเจ็บคอคล้ายกับคออักเสบนั้นเอง แต่บางรายอาจจะพบต่อมน้ำเหลืองที่คอโตด้วย เมื่อตรวจดูในคอพบแผ่นเยื่อสีขาวปนเทาติดแน่นอยู่บริเวณทอนซิล และบริเวณลิ้นไก่ แผ่นเยื่อนี้เกิดจากพิษที่ออกมาทำให้มีการทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้มีการตายของเนื้อเยื่อทับซ้อนกันเกิดเป็นแผ่นเยื่อ(membrane)


เพื่อนๆรู้หรือไม่ครับว่าโรคคอตีบ สามารถติดต่อกันง่ายผ่านการไอ จามรดกัน หรือพูดคุยระยะใกล้ชิด รวมทั้งการใช้ภาชนะร่วมกัน ส่วนใหญ่มักพบผู้ป่วยโรคคอตีบในชุมชนแออัดและในชนบทที่ไม่ได้รับวัคซีน ในประเทศไทยมักพบผู้ติดเชื้อคอตีบเป็นเด็ก อายุ 1-6 ปีครับ

ไข้เหลือง (Yellow fever) โรคที่ทำให้ปวดหลังและปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร

ไข้เหลือง (Yellow fever)



รู้หรือไม่ว่าโรคไข้เหลือง เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ในทวีปแอฟริกา และอเมริกา มาตั้งแต่ 400 ปีก่อน คำว่า "เหลือง" มาจากอาการตัวเหลืองหรือดีซ่าน (Jaundice) ที่มักพบในผู้ป่วย และยังมีอาการไข้สูงร่วมกับชีพจรเต้นช้าผิดปกติครับ ปวดกล้ามเนื้อร่วมกับปวดหลังและปวดศีรษะ หนาวสั่น เบื่ออาหาร ระยะต่อมาจะมีเลือดออกจากปาก จมูก ตา กระเพาะอาหาร ทำให้อาเจียนและถ่ายเป็นเลือด จนถึงไตวาย  มีโปรตีนปัสสาวะ (albuminuria) และปัสสาวะไม่ออก (anuria) ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยระยะโลหิตเป็นพิษจะเสียชีวิตภายใน 10-14 วัน ที่เหลือจะหายเป็นปกติโดยอวัยวะต่าง ๆ ไม่ถูกทำลายนั้นเองครับเพื่อนๆ


ไข้เหลืองนั้น มียุงลายเป็นพาหะของโรคครับ และไม่มีการรักษาจำเพาะ เน้นการรักษาตามอาการ และฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนั้นเองครับ

Monday, October 13, 2014

โรคฉี่หนู หรือ ไข้เยี่ยวหนู มีชื่อทางการแพทย์เรียกว่า โรค “เล็ปโตสไปโรสิส

โรคฉี่หนู (Leptospsis)

     โรคฉี่หนู หรือ ไข้เยี่ยวหนู มีชื่อทางการแพทย์เรียกว่า โรค “เล็ปโตสไปโรสิส (Leptospsis)” โรคนี้แท้จริงแล้ว เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Leptospira interrogans เนื่องด้วยคุณหมอวายล์เป็นคนอธิบายโรคนี้เอาไว้อย่างละเอียดก่อนเพื่อนก็เลยได้รับสมญาว่า Weil’s disease ปัจจุบันนิยมเรียกชื่อว่า Leptospsis เรียกสั้นๆ ว่าเป็นโรคเล็ปโตนั้นเอง


 เชื้อเล็ปโตสไปร่า จะออกมากับฉี่ที่หนูปล่อยออกมา มีรูปร่างเป็นเกลียวควงสว่านแหวกว่ายไปมาอยู่ในที่มีน้ำหรือที่ชื้นเฉอะแฉะ เชื้อมีชีวิตคงทนอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อม เมื่อออกจากตัวหนูทางเยี่ยว จึงสามารถเคลื่อนไหวไปมาในที่เปียกชื้นเฉอะแฉะได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว โรคที่มันก่อขึ้นจึงเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า โรคเล็ปโตสไปโรสิส และมีผู้บัญญัติขึ้นเป็นภาษาไทยๆ เราว่าโรคฉี่หนูก็เรียก โรคไข้เยี่ยวหนูก็มี

ถ้าหากเราไปติดเชื้อนี้ เราจะพบว่า มีอาการดังต่อไปนี้

1, ระยะฟักตัว หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ถึง 30 วัน เฉลี่ยประมาณ 5 ถึง 14 วัน จึงจะแสดงอาการ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจมีอาการและการดำเนินโรคที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ไม่มีอาการ มีอาการน้อย อาการรุนแรงมาก จนถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะไปตามกระแสเลือดแล้ว กระจายเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ที่สำคัญคือ ไต ตับ ปอด น้ำไขสันหลัง หัวใจ เป็นต้น ในระยะแรกอาการส่วนใหญ่มักไม่จำเพาะ อาจคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไข้หวัดใหญ่ ไข้รากสาดใหญ่

Tuesday, August 26, 2014

โรคตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นสภาวะที่มีอาการอักเสบ

   โรคตับอักเสบ (Hepatitis) เป็นสภาวะที่มีอาการอักเสบ ซึ่งเกิดจากการทำลายของเซลล์ตับทำให้การทำหน้าที่ของตับผิดปกติ ร่างกายของคนเรานั้นก็จะมีอาการเจ็บป่วย ไม่สบายบ่อย โรคตับอักเสบสามารถพบได้ทุกวัย ผู้หญิงและผู้ชาย โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน และส่วนน้อยจะเป็นโรคตับอักเสบเรื้องรัง นอกจากนี้แล้วอาจจะมีการแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง โรคตับวาย หรือมะเร็งตับได้

สาเหตุของโรคตับอักเสบ ที่พบมากก็คือ การติดเชื้อไวรัส มาจากผู้ที่ดื่มสุรามากๆ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัว พยาธิ เลปโตสไปโรสิส และยาบางชนิด ส่วนมากแล้วจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ ก็คือ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ เกิดจากการกินเชื้อเข้าไปทางปาก อาหาร ผักสด น้ำดื่ม ผลไม้ ที่มีสารปนเปื้อนของเชื้อนี้อาจจะทำไม่สุก ไม่สะอาด หรือไม่ได้ต้มให้เดือด ระยะฟักตัวของเชื้อจะอยู่ที่ประมาณ 2- 6 สัปดาห์ หรือ 4 สัปดาห์หลังจากที่ได้รับเชื้อมาแล้ว เด็กอายุน้อยๆจะไม่ค่อยมีอาการ แต่ในผู้ใหญ่จะมีอาการแสดงออกอย่างชัดเจนจากตับอักเสบเฉียบพลันเชื้อจะออกมากับอุจจาระของผู้ที่ป่วยในระยะ 2 สัปดาห์ก่อนมีอาการจนถึงระยะที่มีอาการของโรคแล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน และในบางครั้งอาจจะแพร่กระจายตามชุมชน หรือสถานที่ที่มีคนอยู่ด้วยกันมากๆ อาทิ หอพัก โรงเรียน

โรคตับอักเสบ นั้นสามารถป้องกันได้ไม่ยากนะค่ะ เพียงรับประทานอาหารที่สุก และเดือดจนสุกดี ไม่ควรรับประทานอาหารที่ยังไม่ได้ปรุงสุก นอกจากนี้ไม่ควรดื่มสุขา

โรคตับแข็ง ไม่ได้มีโอกาสเป็นเฉพาะคนที่ดื่มเหล้าเพียงเท่านั้น คนที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถเป็นได้


    โรคตับแข็ง ไม่ได้มีโอกาสเป็นเฉพาะคนที่ดื่มเหล้าเพียงเท่านั้น คนที่ไม่ดื่มเหล้าก็สามารถเป็นได้ เนื่องจากตับนั้นเป็นอวัยวะที่ช่วยทำลายพิษต่างๆในร่างกายของเรา หากตับมีความผิดปกติหรือตับไม่ทำงานก็จะทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ไม่ดีนัก

โรคตับแข็ง (Liver cirrhosis) เป็นโรคเรื้อรังซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียโครงสร้างตับ เมื่อเนื้อตับถูกทำลายเพราะเกิดจากมีเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นในตับ และไปดึงเนื้อตับดีจนทำให้เป็นผิวเป็นปุ่ม ทำให้ตับสูญเสียการทำงาน เนื่องจากเลือดจะไปล่อเลี้ยงตับน้อยลง ซึ่งหากปล่อยไว้นานๆจะทำให้เป็นตับแข็งระยะสุดท้ายได้และอาจจะหลายแรงถึงการเป็นมะเร็งตับได้

สาเหตุของโรคตับแข็งมาจากหลายๆปัจจัย ดังนี้ ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆและดื่มมายาวนานติดต่อกันหลายปี การดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆจะทำให้เกิดความผิดปกติของการใช้โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตในตับ จนทำให้เกิดภาวะตับอักเสบและเรื้อรังได้ หรืออาจจะเป็นโรคตับแข็งได้ และพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย อีกประการหนึ่งคือการเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งทำให้ตับอักเสบนานหลายปี และในที่สุดก็กลายเป็นโรคตับแข็ง ซึ่งไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อกันทางเลือดและเพศสัมพันธ์
นอกจากนี้การรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเป็นเวลานานๆ อาทิ ยาแก้ปวด ยาลดไข้อย่างพาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะเตตราไซคลีน ยารักษาวัณโรคบางชนิด และโรคทางพันธุกรรมบางโรคทำให้เกิด ตับแข็ง เช่น ทาลัสซีเมีย

โรค เป็นสภาวะผิดปกติของร่างกายและจิตใจของสิ่งมีชีวิต

    สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ทุกคน หากเราพูดถึงคำว่า โรค แล้วเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยจะมีความสุขกับคำนี้เท่าไรนัก เพราะคำว่าโรคมีทั้งโรคที่ไม่ร้ายแรงหายเองได้ บางโรคต้องได้รับการรักษา และบางโรคร้ายแรงถึงกับชีวิตหรือรักษาไม่หาย

                โรค เป็นสภาวะผิดปกติของร่างกายและจิตใจของสิ่งมีชีวิตซึ่งจะทำให้การทำงานของร่างกายนั้นเสียหายไปหรืออาจจะทำให้เกิดอันตรายจนถึงชีวิต โรคนั้นหมายถึงสภาวะการทำงานของร่างกายซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ ซึ่งแสดงออกมาเป็นอาหารหรือมีอาการต่อโรคนั้นๆโดยตรง แท้จริงแล้วคำว่าโรคนั้นมีความหมายอยู่มากมายมีความหมายที่กว้างมาก เพราะโรคนั้นมีหลายกภาวะที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ การทำหน้าที่ผิดปกติของร่างกาย ความรู้สึกกังวลทางจิตใจ ปัญหาของสังคม หรืออาจจะถึงความตายได้ อาจจะมีผลกระทบต่อผู้ได้รับผลหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด คำว่าโรคนั้นอาจจะถูกเรียกแทนความบาดเจ็บ พิการ ความผิดปกติของร่างกาย กลุ่มอาการ การติดเชื้อ พฤติกรรมเบี่ยงเบน อาการต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงที่ปกติของโครงสร้างหรือหน้าที่ในการทำงาน

                หากพูดถึงเรื่องโรคนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เกือบทุกคนหวาดกลัว อย่างที่บอกละค่ะว่า โรคมีหลายประเภทและหลายระดับ เพราะฉะนั้นหากคุณอยากห่างไกลโลกควรหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่ควรดื่มสุราหรือของมึนเมา ไม่สูบบุหรี่ อยู่ในพื้นที่ที่สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวกเพียงเท่านั้นเราก็สามารถที่จะมีสุขภาพดีได้แล้วละค่ะ ทุกสิ่งอยู่ที่ตัวเรา